Thaitourism


 เพลง ลอยกระทง / คณะสุนทราภรณ์ 


......วันเพ็ญ เดือนสิบสอง 
น้ำก็นอง เต็มตลิ่ง 
.เราทั้งหลาย ชายหญิง 
.สนุกกันจริง วันลอยกระทง 
.ลอย ลอยกระทง . ลอย ลอยกระทง 
.ลอยกระทง กันแล้ว 
.ขอเชิญน้องแก้ว ออกมารำวง 
.รำวง วันลอยกระทง .รำวง วันลอยกระทง 
บุญ จะส่ง ให้เรา สุขใจ
บุญ จะส่ง ให้เรา สุขใจ 
.วันเพ็ญ เดือนสิบสอง .น้ำก็นอง เต็มตลิ่ง 
.เราทั้งหลาย ชายหญิง .สนุกกันจริง วันลอยกระทง 
.ลอย ลอยกระทง .ลอย ลอยกระทง 
.ลอยกระทง กันแล้ว .ขอเชิญน้องแก้ว ออกมารำวง 
.รำวงวันลอยกระทง .รำวงวันลอยกระทง 
.บุญ จะส่ง ให้เรา สุขใจ .บุญ จะส่ง ให้เรา สุขใจ........*0* 

 

 

ลอยกระทงอธิษฐาน  น้อมใจถวายพระพร 
               
ลอยกระทง     เป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทย อีกประเพณีหนึ่งไม่แพ้เทศกาลสงกรานต์    (แม้มิได้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เนื่องจากเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทย   โดยนิยมลอยกระทงกันในคืนวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒  เนื่องจากเป็นวันสิ้นปีนักษัตรเก่า ตามจันทรคติที่มีดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง และเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด   และเมื่อพ้นไปจากนี้ก็เริ่มขึ้นปีนักษัตรใหม่  เรียกเดือนอ้าย แปลว่าเดือนหนึ่ง ตามคำโบราณ   ลอยกระทง เป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชนทั้งสุวรรณภูมิ หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพื่อขอขมาต่อธรรมชาติ  อันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยง ตลอดจนพืชและสัตว์ที่เกื้อกูลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตเจริญเติบโตอยู่ได้  


               ในปัจจุบันรูปแบบของการลอยกระทงในแต่ละภูมิภาคมีลักษณะที่เกือบจะคล้ายคลึงกัน   แต่จะแตกต่างกันบ้างก็คงเป็นเพียงวัสดุ   รูปแบบกระทงที่นำไปลอย และความเชื่อเท่านั้น   อาทิ เป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามหาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์    การบูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีหรือเป็นการขอบคุณต่อแม่พระคงคาที่ได้ให้ใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค รวมถึงการขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง  นอกจากนี้ ยังเป็นการลอยเพื่อส่งสิ่งของแก่ญาติหรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว   การลอยเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์     และการอธิษฐานเพื่อขอสิ่งที่ตนปรารถนา


            

                ๒  พฤศจิกายน  ๒๕๕๒ นี้     มาร่วมกัน  ลอยกระทงอธิษฐาน  น้อมใจถวายพระพร”  แสงเทียนในคืนเดือนเพ็ญ  จะส่องสว่างทั่วหล้า   อันเป็นแสงเทียนแห่งความจงรักภักดี  ที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อองค์พระประมุขซึ่งทรงเป็นที่รักยิ่ง...ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

ถ้าใครยังไม่มีคู่หรือเพื่อน  หรือไม่สามารถลอยกระทงในน้ำจริงได้ สามารถร่วมลอยกระทงเพื่อตั้งจิตอธิษฐาน น้อมใจถวายพระพรได้โดย คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อร่วมลอยกระทงออนไลน์ได้นะครับ
http://www.loikrathong.net/ สามารถเรียนทำกระทงได้ด้วย 


 

 

      เที่ยวสุขใจ รถไฟก็ไปได้

 

          ทันทีที่ได้รับอีเมล์จากเพื่อน เป็น Link เกี่ยวกับการจัดโปรแกรมท่องเที่ยว พอเห็นหัวข้อ “เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” ก็รีบคลิกเข้าไปดูรายละเอียดทันที ปรากฏว่า มีโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง และมีต่อเนื่องทุกเดือน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้นเป็นพิเศษ ก็คือ การได้นั่งรถไฟ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัสบ่อยนัก ดังนั้น จึงรีบติดต่อจองตั๋วทันที สำหรับโปรแกรมที่ข้าพเจ้าเลือกที่จะเข้าร่วมในครั้งนี้ คือ “เที่ยวเมืองธรรมะ พระศักดิ์สิทธิ์” จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่ยังไม่เคยไป กำหนดเดินทางวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันนี้เอง สถานีที่เราจะไปขึ้นรถไฟกัน ก็คือ สถานีรถไฟหัวลำโพง เวลา 6.00 – 6.30 น. ไปเช้ากลับเย็นค่ะ

 

         การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยความประทับใจตั้งแต่ไปถึงสถานีรถไฟแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน จุดที่ตั้งโต๊ะลงทะเบียนก็เห็นชัดเจน หาไม่ยากเลย หลังจากที่ข้าพเจ้าและเพื่อนได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้รับของที่ระลึกเป็นถุงผ้า เข็มกลัด เสื้อยืด ... ได้รับปุ๊บ หันไปมองหน้าเพื่อนเหมือนรู้ใจว่าคิดอะไรกันอยู่ (ของแจกเยอะดีค่ะ แล้วก็ดูเป็นชิ้นเป็นอัน )

 

        และแล้วก็ได้เวลาขึ้นรถไฟกันซะที ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในครั้งตรงต่อเวลาดีมากค่ะ และไม่น่าเชื่อว่า จะมีนักท่องเที่ยวทุกรุ่น ไม่ว่าเด็กเล็ก วัยรุ่ย คนทำงาน ผู้สูงอายุ ทำให้รู้สึกอบอุ่นดี เพราะไม่คิดว่า ยังมีนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจในโปรแกรมนี้มากมายและหลายวัย

 

         สำหรับการเดินทางในวันนั้น ฝนไม่ตกเลยตั้งแต่รถไฟออกตอนเช้า ยังลุ้นอยู่ว่า ถ้าฝนตกซักนิด จะได้บรรยากาศในการนั่งรถไฟอีกเยอะเลยทีเดียว ส่วนบรรยากาศภายในรถไฟ ก็เป็นไปอย่างสนุกสนานจริง ๆ เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวต้อนรับ แนะนำมัคคุเทศก์ที่จะดูแลนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้แนะนำตัวเองบนรถไฟอีกด้วย ตลอดการเดินทางมัคคุเทศน์จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปเที่ยวกันอย่างละเอียด หลายแห่งเราไม่เคยไป พอได้รู้ประวัติความเป็นมาแล้ว น่าทึ่งค่ะ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกไปตลอดชั่วโมงการเดินทางด้วย ภายในขบวนจะมีแต่เสียงหัวเราะ จะได้ยินเสียงรถไฟกำลังวิ่ง ฉึกฉัก ฉึกฉัก เสียงปรู๊น ปรู๊น ... เป็นระยะ ๆ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ มีบริการสอนนวดแผนโบราณในคอร์สสั้น ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตให้พวกเราได้ทำตามด้วยค่ะ

 

        และในที่สุดขบวนรถไฟของพวกเราก็ถึงสถานีฉะเชิงเทราค่ะ พอไปถึงก็มีรถโค้ชปรับอากาศคันโตมารอรับอยู่แล้ว สำหรับสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันในครั้งนี้ มีหลายแห่งที่น่าสนใจมาก คงได้บอกเล่าแบบย่อ ๆ ... เราได้มีโอกาสไปสักการะองค์หลวงพ่อโสธร ณ วัดโสธรวาราวรวิหาร ได้ลงเรือล่องแม่น้ำบางปะกง ได้ทานอาหารอร่อยที่ร้านป้าหนู (ห่อหมกกับลูกชิ้นปลาลวกจิ้มอร่อยมากค่ะ) ได้เดินเที่ยวตลาดบ้านใหม่ ซึ่งเป็นตลาดโบราณเก่าแก่ ตามประวัติมีอายุมากกว่า 100 ปี แล้วค่ะ ระหว่างเดินเที่ยวในตลาด เราได้เห็นของเล่นโบราณหลายอย่างที่เราเคยผ่านหูผ่านตากันมาแล้วในอดีต มีร้านกาแฟโบราณเก่าแก่ มีก๋วยเตี๋ยวน้ำอร่อย ๆ น้ำซุปร้อน ๆ หอมมาก ๆ ลูกชิ้นปลาลวกพร้อมน้ำจิ้มแซ่บ ๆ (แอบซื้อไว้ครึ่งโลค่ะ) หลังจากออกจากตลาด เราก็ได้ไปแวะไหว้พระที่วัดจีนประชาสโมสร หรือวัดเล่งฮกยี่ ได้ชมเทพเจ้ารวม 27 องค์ ได้มีโอกาสขอพร ขอโชค ขอลาภ ซึ่งบรรยากาศภายในวัดจีนแห่งนี้ จะคล้าย ๆ กับวัดเล่งเน่ยยี่ที่เยาวราชเลยค่ะ

 

         พวกเรายังได้มีโอกาสไปชมการสาธิตปืนต้นตาลแบบสด ๆ ที่หมู่บ้านน้ำตาลสด เพิ่งเคยชิมน้ำตาลสดแท้ ๆ โดยไม่ได้ผสมน้ำตาล รสชาติหอม หวาน มันค่ะ ... ต่อจากนั้นได้แวะสักการะสถูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ส่วนสถานที่ที่เราได้แวะกันก่อนกลับกรุงเทพฯ กัน ก็คือ วัดโพธิ์บางคล้า เป็นวัดที่มีค้างคาวแม่ไก่ตัวใหญ่ ห้อยหัวอยู่บนต้นโพธิ์เป็นจำนวนมาก ก็ได้มีโอกาสถ่ายภาพเก็บไว้พอสมควร แต่มัคคุเทศก์แนะนำว่า เวลามองขึ้นไปเพื่อดูค้างคาวแม่ไก่ อย่าอ้าปากค้างนะคะ ไม่งั้นจะได้ของดีกลับบ้านค่ะ ในวันนั้นทั้งนั้น ฝนไม่ตกเลยสักเม็ด ตรงกันข้า แดดจ้าแรงมาก โชคดีที่ใส่หมวกไปด้วยค่ะ พอจะช่วยหลบแดดได้บ้าง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ มื้อเย็นก็มีอาหารไว้บริการอีก คือ ข้าวห่อใบบัวอร่อยมากอีกแล้ว ตลอดการเดินทางกลับ ก็มีกิจกรรมบนรถไฟให้พวกเราได้สนุกสนานและเพลิดเพลินอย่างต่อเนื่อง มีการร้องเพลง แจกของรางวัล มีบริการนวดให้นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลายคนละ 10 นาที ด้วยค่ะ อันนี้ชอบมาก เพราะเดินทั้งวัน พอได้นวดปุ๊บ สบายเลยค่ะ สำหรับการเดินทางในเที่ยวกลับนี้ สังเกตเห็นได้ชัดว่า นักท่องเที่ยวเรีมรู้จักและคุ้นเคยกันมากขึ้น เป็นกันเองกันมากขึ้นค่ะ

 

         เมื่อรถไฟเริ่มเข้าสู่สถานีต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ฝนเริ่มตกแล้วค่ะ ได้บรรยากาศชุ่มฉ่ำจากสายฝนจริง ๆ ฟ้าเริ่มมีแสงสีทอง มีละอองฝนผ่านเข้ามาทางริมหน้าต่างเล็กน้อย เจ้าหน้าที่และมัคคุเทศก์เริ่มกล่าวคำขอบคุณและอำลานักท่องเที่ยวตามลำดับ และยังได้ประชาสัมพันธ์ถึงโปรแกรมการท่องเที่ยวในจังหวัดอื่น ๆ ให้พวกเราได้เก็บเป็นข้อมูล เผื่อจะสนใจร่วมเดินทางหรือแนะนำต่อ ๆ กันไปค่ะ

 

        สุดท้ายนี้จะขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้บอกเล่าถึงสิ่งที่ประทับใจส่วนตัวในการไปเที่ยวรถไฟครั้งนี้ สิ่งแรกเลย คือ ประทับใจในการต้อนรับของเจ้าหน้าที่ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวตลอดการเดินทางค่ะ ไม่ว่าอากาศจะร้อน แดดจะแรง เหงื่อออกไปกับพวกเรานักท่องเที่ยวมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เวลาที่มองกลับไปทุกครั้ง ก็จะได้เห็นรอยยิ้มตอบกลับมาก่อนเลยค่ะ

 

         ขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยใช้การเดินทางผ่านรถไฟแบบอนุรักษ์ ทำให้หลาย ๆ คนได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง แล้วยังได้รับการดูแลอย่างดีด้วยค่ะ

 
   
   
   
   
   
 


เขื่อนลำตะคอง สวนเมืองพร กังหันผลิตไฟฟ้า เส้นทางเขาใหญ่

 

 

 

          “ทริปสำหรับคนวันหยุดน้อย แต่ชอบเที่ยว” เพื่อนๆ หลายๆ คนคงชอบเที่ยว แต่บางครั้งเวลาก็มีจำกัด ชีวิตในวัยทำงาน เวลาหาได้ไม่ยากนัก แต่บางครั้งก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะง้าน หาทริปสบายๆๆ สบายวัน เวลา และสบายกระเป๋าด้วย ...

 

         ทริปนี้เราเดินทางกันจากสองเส้นทาง เอารถไปกันสองคัน ... คันนึงออกจากปราจีนบุรี แวะกินข้าวที่ “ครัวเขาใหญ่” มีอาหารแนะนำ คือยำเห็ด กับแหนมซี่โครงหมู ฯลฯ อร่อยดี อิอิ ส่วนอีกคันออกจาก กทม. นัดพบกัน ณ“ฟาร์มโชคชัย”

 

        เราใช้เวลาที่มีอย่างจำกัด หลังจากที่เจอกันที่ฟาร์มโชคชัยแล้ว ก็เดินทางต่ออีก ไม่กี่กิโลเมตร ก็ถึง “เขื่อนลำตะคอง” แวะไปที่ “สวนเมืองพร” บรรยากาศร้านน่ารักมากมาย เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีขายต้นไม้ด้วย มุมมองจากสวนและเขื่อน ทำให้รอบๆ ร้านมองดูสวยดี หลังจากนั้นก็ขึ้นไปดูกังหันผลิตไฟฟ้า แดดจ้า ท้องฟ้ากว้าง กังหันใหญ่ สูง ได้ยินว่าสูงประมาณ 68 เมตรน่ะ (สูงมากๆๆ) ช่วงเช้าถึงเที่ยง แม้เป็นหน้าฝนแต่ก็ไม่เหมือนหน้าฝน เพราะไม่มีฝนตกเลย มีแต่แดดจ้าๆๆ จนถึงช่วงบ่ายๆ น่ะ หลังจากที่ไปดูกังหันผลิตไฟฟ้าแล้ว ก็ไปแวะถ่ายรูปเล่น (อีกครั้ง) ที่ “Primo Posto” ผ่านไปเขาใหญ่กี่ครั้งก็ยังอยากแวะทุกครั้ง เพราะร้านกาแฟยังน่ารักเหมือนเดิม แม้ท้องฟ้าจะเริ่มมีฝนตั้งเค้ามาบ้างแล้ว แต่ก็ยังแวะถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ ได้มากมายเหมือนเคย ใช้เวลาถ่ายรูป ชิมไอติม กินกาแฟกันซักพัก ก็พากันไปขึ้นเขาใหญ่ต่อ ฝนเริ่มลงเม็ด เส้นทางบนเขาใหญ่ สวย ร่มรื่น แม้เป็นเส้นทางบนเขา แต่เส้นทางไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ แถมสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ กลับเป็นเสน่ห์ของเขาใหญ่ด้วยซ้ำ ฝนตกน้อยบ้างหนักบ้าง ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ร่มรื่นเลยเชียว ... แล้วฝนก็หยุดพอดีกับที่รถแล่นมาถึง “น้ำตกเหวนรก” พอดี ก็เลยได้มีโอกาสเที่ยวน้ำตกเหวนรกกันก่อนกลับบ้าน ชื่ออาจจะดูน่ากลัวซักนิด แต่ความสวยก็ใช่เล่นเหมือนกันนะ ...

 
   
   
 

  เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาที่ จังหวัดนครราชสีมามีขบวนเทียนเข้าร่วมประกวดมากมายครับ วันนี่ขอนำมาให้ชมเพียงบางส่วนเท่านั้น  

เริ่มด้วยประเภท ก คือ ประเภทติดพิมพ์ทั้งหมดครับ  โดยการเทเทียนลงในแม่พิมพ์แล้วแกะมาติดเป็นรูปต่างๆ ตามที่ออกแบบไว้ครับ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพลงโคราชครับ  พอดีเข้ากำลังแสดง

 ต่อด้วยประเภท ข

  ประเภท ข คือ ประเภทติดพิมพ์และแกะสลักต้นเทียน 

 

 

 

 

สุดท้าย ประเภท ค

 ประเภท ค  คือประเภท แกะสลักล้วน

 

 

 เก็บตกครับ

ที่เป็นข่าว

 

 

ชมเพิ่มเติมที่

http://picasaweb.google.co.th/gamesilerone/EeOKKL# 

 

 

 

หมีแพนด้าน้อย
  หมีแพนด้าน้อย ภาพโดย ไปเที่ยวดอทคอม

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 2 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 3 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 4 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 5 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 6 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 7 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 8 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 9 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 10 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 11 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 12 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 13 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 14 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 15 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 16 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 17 : หมีแพนด้าน้อย 

หมีแพนด้าน้อย
ภาพที่ 18 : หมีแพนด้าน้อย 

ส่วนตัวผมเชียร์หลินปิงนะครับ



 



 


ภาพประกอบ 
 
 
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด 

'ฟ้าทะลายโจร' สมุนไพรไทยรักษาได้หลายโรค


ฟ้าทะลายโจร เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเป็นสมุนไพรไทยมานาน ปัจจุบันมีการนำฟ้าทะลายโจรมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือ ใส่แคปซูลเพื่อความสะดวกในการกิน มีผู้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยถึงสรรพคุณยา และได้พบสารเคมีในส่วนต่าง ๆ ของพืชอยู่หลายชนิด รวมทั้งสาร Andrographolide ที่เป็นตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในทุกส่วนคือ ราก ต้น ใบ และได้ทำการศึกษาทดลองเพื่อจำแนกโรคที่รักษาได้ดีให้ชัดเจน ซึ่งพบว่าฟ้าทะลายโจรรักษาโรคได้หลายโรค อาทิ แก้ติดเชื้อทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ แก้อาการไอ เจ็บคอ หรือคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ แก้ไข้ทั่วไป เป็นยาขมเจริญอาหาร เป็นต้น 

ฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์ การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วย บรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ ร้อนในบ่อย ๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทาน อ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อน ในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยังป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยา แก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสม 

ฟ้า ทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตก กิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซม. ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ สีขาว มีรอบประสีม่วงแดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือรากใบทั้งต้น 

การปลูกใช้เมล็ดโรยลงดิน กลบดินไม่ต้องลึกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม มักนิยมปลูกตอนต้นฤดูฝน ไม่ชอบแดดจัดมาก หากอยู่ในที่แจ้งต้นจะเตี้ยใบเล็กหนา ในที่ร่มต้นจะสูง ใบใหญ่แต่บาง ควรปลูกในที่ไม่ร่มและไม่แจ้งนัก ในฤดูฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ ในฤดูแล้งควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ ถ้าปลูกขึ้นได้หนึ่งต้นจนมีฝักแก่ เมล็ดจะกระจายออกไปขึ้นทั่วจนต้องถอนทิ้งบ้าง 

ประโยชน์ด้านสมุนไพร ไทยใช้รักษาอาการ เจ็บคอใช้แก้อาการท้องเสีย และโรคอุจจาระร่วงเฉียบ พลันบรรเทาอาการหวัดและเสริมภูมิต้านทาน ทำ ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นหายจากหวัด ภูมิแพ้ที่มักเป็นบ่อย ๆ ให้หายเร็วขึ้นใช้เป็นยาภายนอกเป็นยาพอกฝีรักษาแผลที่เป็นหนอง 

วิธี การนำไปใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับ น้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทานครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันดีริน เอาน้ำดื่มกากที่เหลือใช้พอกแผล-ฝีแล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้ 

สำหรับ ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่สำคัญคือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันต่ำ และมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย บางคนเมื่อกินยาฟ้าทะลายโจรแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย เวียนหัว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ซึ่งควรหยุดยาทันที ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกิน ไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป

10 ผลไม้ไทย

ที่มีสารต้านมะเร็งสูง

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูงมาฝากกัน...

กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “ องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า 

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ 

1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 
2. มะเขือเทศราชินี 
3. มะละกอสุก 
4. กล้วยไข่ 
5. มะม่วงยายกล่ำ 
6. มะปรางหวาน 
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง 
8. มะยงชิด 
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก 
10. สับปะรดภูเก็ต 

ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม 

 ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย 

1. แก้วมังกร 
2. มะขามเทศ 
3. มังคุด 
4. ลิ้นจี่ 
5. สาลี่

 ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ 

1. ฝรั่งกลมสาลี่ 
2. ฝรั่งไร้เมล็ด 
3. มะขามป้อม 
4. มะขามเทศ 
5. เงาะโรงเรียน 
6. ลูกพลับ 
7. สตรอเบอร์รี่ 
8. มะละกอสุก 
9. ส้มโอขาว 
10. แตงกวา 
11. พุทราแอปเปิล 

การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ 

1. ขนุนหนัง 
2. มะขามเทศ 
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ 
4. มะเขือเทศราชินี 
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก 
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 
7. มะม่วงยายกล่ำสุก 
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 
9. สตรอเบอร์รี่ 
10. กล้วยไข่

ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล

ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี

ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้

จึง ควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี 


ข้อมูลจาก 

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต 

edit @ 28 Jul 2009 16:50:25 by jutapat