เลือกของขวัญปีใหม่ให้ถูกใจคน 12 ราศี
 
ปีใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว ใครหลายคนกำลังหัวหมุนกับการหาซื้อของขวัญให้กับคนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง แล้วไหนจะเพื่อนฝูง ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนที่ทำงาน และเพื่อนสนิท(ขออินเทรนด์นิดนึง) แล้วถ้าเป็นคนที่หัวใจกำลังเป็นสีชมพู ก็คงต้องเสียสตางค์มากกว่าคนอื่นหน่อย เพราะต้องหาของขวัญให้คนรู้ใจด้วย 

ดูแค่จำนวนก็ปวดหัวแล้ว แต่เราสามารถช่วยลดภาระของคุณหนึ่งอย่าง เรามีวิธีการเลือกของขวัญให้ถูกใจคนทั้ง 12 ราศี

แต่ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าคนที่คุณจะซื้อของขวัญให้เกิดในราศีอะไร แค่นี้เอง ถ้ารู้แล้วเรามาเริ่มที่ราศีแรกกันเลย


ราศีมังกร 22 ธันวาคม - 20 มกราคม
ชาวราศีมังกรเป็นคนเอาจริงเอาจังกับเรื่องงานเป็นพิเศษ ของขวัญที่น่าจะได้ใช้แน่ๆ ก็คือ ของที่เกี่ยวกับการทำงาน อย่างเช่น ออร์กาไนเซอร์ อุปกรณ์สำนักงานแบบเทรนดี้ ของตกแต่งโต๊ะทำงาน หรืออาจจะเป็นรูปของคุณเอาไปใส่กรอบ เวลาที่เค้าเครียดจากการทำงาน ก็จะได้รู้สึกผ่อนคลาย เมื่อมองมาเห็นรูปของคุณ เอ๊ะหรือว่าจะเครียดกว่าเดิมกันแน่นะเนี่ย ล้อเล่นนะคะ

ลักษณะของชาวราศีมังกรอีกอย่างก็คือติดหรู ของขวัญสำหรับพวกเค้าอาจจะเป็นสินค้าแบรนด์เนมก็น่าจะถูกใจ แต่ก็หาคนลงขันด้วยแล้วกันนะคะ ซื้อคนเดียวระวังจะหน้ามืด ไม่มีเงินซื้อของขวัญให้ตัวเองล่ะแย่เลย อันนี้ต้องระวังค่ะ

ราศีกุมภ์ 21 มกราคม - 19 กุมภาพันธ์
ชาวราศีกุมภ์เป็นคนที่ไม่ค่อยตรงเวลาสักเท่าไหร่ ลองซื้อนาฬิกาให้สิค่ะ ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาแขวนฝาผนัง นาฬิกาตั้งพื้น และที่สำคัญที่ลืมไม่ได้ นาฬิกาปลุกนั่นเอง หรือถ้าใจดีและมีสตางค์ จะซื้อมือถือให้เลยก็ไม่ว่ากันค่ะ ได้ 2 เด้งเลย ให้นาฬิกาแล้วยังสามารถโทรจิกได้ด้วย คุ้มสุดๆ

หรือถ้าไม่เป็นนาฬิกา ก็อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่มีลูกเล่น เพราะชาวราศีกุมภ์มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่สูง ช่างสังเกต ชอบอะไรที่ต้องลงมือแกะนู่น ใส่นี่ อาทิ การประกอบโมเดล จิ๊กซอว์ หรืออะไรก็ได้ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี รับรองว่าถูกใจแน่นอนค่ะ


ราศีมีน 20 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม
ชาวราศีมีนเป็นคนรักธรรมชาติ รักบ้าน ไม่ต้องบอกใช่ไหมคะว่าปีใหม่นี้จะซื้ออะไรให้เค้า แน่นอนต้องเป็นอุปกรณ์แต่งบ้านเก๋ๆ โมบาย โคมไฟ ตุ๊กตา แจกัน ฯลฯ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูสไตล์ของเค้าด้วยนะคะว่า หวานแหวว เรียบง่าย หรือหรูหรา จะได้เลือกซื้อได้ถูกใจค่ะ

ต้นไม้ก็เป็นอีกอย่างที่เหมาะกับคนรักธรรมชาติอย่างชาวราศีมีน ยิ่งเป็นไม้มงคลด้วยยิ่งดี แต่อันนี้ก็ต้องดูด้วยนะคะว่าเค้าเกิดวันไหน จะได้ซื้อให้ตรงโฉลก เรามีเคล็ดลับมาฝากด้วย สำหรับคนที่จะซื้อไม้มงคลค่ะ 
คลิกที่นี่เลย


ราศีเมษ 21 มีนาคม - 20 เมษายน
ชาวราศีเมษเป็นคนลุยๆ ชอบเที่ยวผจญภัยค่ะ อะไรที่ซื้อให้ก็ต้องเป็นอะไรที่ทะมัดทะแมง ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็ต้องเป็นสีพื้น ทนๆ หน่อย จะได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเค้า อีกอย่างที่แนะนำก็คืออุปกรณ์ในการท่องเที่ยวแนวลออฟโรด แอดเวนเจอร์ อุปกรณ์ตั้งแคมป์อันนี้ก็เข้าทางค่ะ

ถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจจะเน้นเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่เท่ๆ อาจจะมีลายทหารเข้ามาผสมผสาน รับรองว่าเวิร์ก แล้วก็ไม่ต้องกลัวนะคะว่าจะใส่ยาก ดีไซเนอร์หลายคนเวลาอับจนหนทางคิดอะไรไม่ออก ก็จะเอาลายทหารเนี่ยล่ะค่ะมาสร้างสรรค์เสื้อผ้า เชื่อได้เลยว่าลายทหารไม่มีเอ๊าท์


ราศีพฤษภ 21 เมษายน - 19 พฤษภาคม
ชาวราศีพฤษภเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และประหยัดเอามากๆ ฉะนั้นของขวัญควรจะเป็นของใช้ที่ใช้ได้นานๆ มีความคงทน หรือไม่ก็ของเก่า หรือของใหม่ที่ทำให้ดูเก่าๆ ขลังๆ น่าจะถูกใจชาวราศีพฤษภ หรือถ้านึกอะไรจะเป็นของกินก็ได้ไม่ว่ากัน ได้ทุกประเภทไม่เกี่ยง ขอให้อร่อยๆ หน่อย แค่นี้เป็นใช้ได้

ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็ควรจะเป็นอะไรที่ใส่ได้นาน อย่างเช่นยีนส์ หรือเสื้อผ้า เครื่องประดับที่เรียบๆ เข้ากับเสื้อผ้าได้หลายๆ สี เรียกว่าตัวเดียวเอาไป mix & match ได้อีกหลายชุด โดนใจชาวราศีพฤษภแน่ๆ


ราศีเมถุน 20 พฤษภาคม - 21 มิถุนายน
ชาวราศีเมถุนเป็นคนที่ไม่ชอบความจำเจ คุณต้องพยายามนึกว่าเมื่อปีที่แล้วคุณซื้ออะไรให้เค้า ปีใหม่นี้ควรหาซื้ออะไรที่แตกต่างกันมากๆ จะได้สร้างความตื่นเต้น

ในกรณีที่เพิ่งรู้จักกัน ซื้อของขวัญปีใหม่ให้เป็นครั้งแรก ควรจะหาอะไรที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าเป็นของที่มีชิ้นเดียวในโลก อันนี้โดนใจสุดๆ แต่ก็ดูราคาด้วยแล้วกันค่ะ เดี๋ยวคนซื้อจะบาดเจ็บหนัก ของสวยๆ แฮนด์เมดที่ราคาไม่แพงมาก ที่คนทำเค้าทำมาชิ้นเดียวก็มีให้ซื้อนะคะ ของดีราคาถูกมีให้เลือกมากมาย จริงไหมคะ


ราศีกรกฎ 22 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม
ชาวราศีกรกฎเป็นนักสะสมตัวยง ฉะนั้นถ้าจะซื้อของขวัญปีใหม่ก็น่าจะเป็นของสะสม อาทิ แสตมป์ โมเดล ตุ๊กตา หรือถ้าไม่กลัวว่าเค้าจะไม่ชอบก็ต้องลงทุนไปส่องกันที่บ้านเลยว่าเค้าสะสมอะไรอยู่ จะได้ซื้อมาให้ถูกใจ

ถ้าไม่เห็นว่าเค้าสะสมอะไรจริงจังก็อาจจะซื้อของเก่าก็ได้เพราะธรรมชาติของนักสะสมก็ต้องชอบความคลาสสิกอยู่แล้ว ของแต่งบ้านก็ไม่เลวนะคะ เพราะชาวราศีกรกฏรักบ้านเป็นชีวิตจิตใจ และด้วยความชอบยู่บ้านอีกหนึ่งอย่างที่อยากจะแนะนำก็คือหนังสือดีๆ สักเล่มก็คงเป็นของขวัญที่ถูกใจเช่นกัน


ราศีสิงห์ 23 กรกฎาคม - 23 สิงหาคม
ชาวราศีสิงห์มีความเป็นผู้นำสูง ของขวัญที่เหมาะน่าจะเป็นของที่มีดีไซน์ที่ดูหรูหรา แสดงออกถึงความมีสง่าราศี ถ้าจะซื้อของแต่งบ้านก็น่าจะเป็นไม้ เพราะเป็นอะไรที่ดูดีและคลาสสิกเสมอ แต่ถ้าจะซื้อต้นไม้ให้ ควรจะเป็นไม้ยืนต้นหรือไม้มงคล เพราะจะช่วยเสริมในเรื่องของการงานค่ะ 

อีกหนึ่งคุณสมบัติของชาวราศีสิงห์คือ มีความทะเยอทะยานในเรื่องงานสูง ฉะนั้นของขวัญอีกอย่างที่น่าจะตรงใจก็คือ อุปกรณ์บนโต๊ะทำงาน ต้องเลือกแบบที่เรียบและดูดี หรือจะเป็นอุปกรณ์คลายเครียดต่างๆ ก็โอเคนะคะ อาทิเครื่องนวด, ดีวีดี, วีซีดีหนังดีๆ สักเรื่อง หรือซีดีเพลงเพราะๆ สักแผ่น


ราศีกันย์ 24 สิงหาคม - 23 กันยายน
ชาวราศีกันย์เป็นคนรักสวยรักงาม ของขวัญที่น่าถูกใจก็คงหนีไม่พ้นของสวยๆ งามๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับ หรือจะเป็นเรื่องของการดูแลหน้าตาและผิวพรรณ อาทิเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อุปกรณ์การทำสปา สมุนไพรขัดผิว เป็นต้น

อีกอย่างที่ลืมไม่ได้สำหรับคนรักสวยรักงามอย่างชาวราศีกันย์ก็ต้องน้ำหอม อันนี้ซื้อให้ได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง แต่ถ้าไม่แน่ใจเรามีวิธีเลือกน้ำหอมให้เหมาะกับคนแต่ละราศีมาบอกด้วย 
คลิกที่นี่ หรือถ้าจะให้ชัวร์กว่าก็ชวนกันไปเดินเล่นแถวๆ เคาน์เตอร์น้ำหอม ลองชวนดมกลิ่นนั้น ขวดนี้ เดี๋ยวก็รู้คำตอบเองค่ะ


ราศีตุลย์ 24 กันยายน - 23 ตุลาคม
ชาวราศีตุลย์เป็นคนน่ารัก ช่างเจรจา ของขวัญที่ต้องถูกใจแน่นอนก็คือ ของน่ารักๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา อุปกรณ์แต่งรถ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นลายการ์ตูน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ให้เลี่ยงลายการ์ตูนมาเป็นของที่มีสีพาสเทลก็ได้ อย่างสีฟ้า สีชมพูค่ะ

อุปกรณ์ตกแต่งมือถือก็เป็นอีกอย่างที่น่าจะเหมาะกับคนพูดเก่ง อย่างชาวราศีตุลย์ เพราะพวกเค้าจะใช้โทรศัพท์บ่อย ถ้าซื้อไปให้ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่ๆ เลือกแบบที่น่ารักๆ เข้าไว้ค่ะ 


ราศีพิจิก 24 ตุลาคม - 22 พฤศจิกายน
ชาวราศีพิจิกเป็นคนใจร้อนอยู่สักหน่อย ลองหาอะไรก็ได้ที่จะทำให้ใจเค้าเย็นๆ สบายๆ อย่างเช่นต้นไม้ อาจจะเลือกไม้น้ำต่างๆ อย่างเช่น บัว, เฟิร์น หรือแว่นแก้ว จะพ่วงปลาตัวเล็กๆ ไปด้วยไปด้วยก็ได้ไม่ว่ากัน 

ถ้าเป็นของตกแต่งบ้าน ก็อาจจะเป็นภาพวาดสีน้ำที่เป็นลายธรรมชาติ น้ำตก ภูเขา ทะเล หรือจะเป็นแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ให้เน้นสีสบายตาเข้าไว้ 

อีกอย่างที่กำลังอินก็คือ หินที่นำมาร้อยเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ หรือเอามาทำเป็นแหวน ลองหาหินที่ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข หรือจิตใจเยือกเย็น จะได้ช่วยให้เค้าใจเย็นขึ้นค่ะ


ราศีธนู 23 พฤศจิกายน - 21 ธันวาคม
ชาวราศีธนูเป็นคนสนุกสนาน ชอบความบันเทิงทุกรูปแบบ เป็นราศีที่เลือกของขวัญให้ได้ง่ายที่สุดก็ว่าได้ อะไรก็ได้ที่ทำให้เพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เพลง หนัง หรือจะเป็นของกินอร่อยๆ หรือจะจัดเซอร์ปาร์ตั้ให้อันนี้ก็เวิร์ก แต่ต้องเซอร์ไพรส์จริงๆ นะคะ เพราะชาวราศีธนูทำให้เซอร์ไพร้ส์ได้ยากค่ะ เหมือนเค้าจะมีเซ้นซ์อะไรประมาณนั้น

อีกอย่างก็คือชาวราศีธนูเป็นคนรักสัตว์ แต่ถ้าคิดจะซื้อล่ะก็ ต้องหาข้อมูลดีๆ ว่าเค้าชอบสัตว์ประเภทไหน พันธุ์อะไร แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ต้องมีเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงนะคะ ไม่งั้นล่ะจะเป็นการทำบาปเปล่าๆ ค่ะ 

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะกับ เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกของขวัญปีใหม่ให้ถูกใจคนทั้ง 12 ราศี หวังว่าคุณคงจะหาซื้อของขวัญได้ง่ายขึ้นไม่มากก็น้อยนะคะ สุดท้ายนี่ก็ขอให้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเป็นปีที่ดีของชาวสนุกทุกคนค่ะ Happy New Year ค่ะ

 

วิธีทำดีเพื่อพ่อ

posted on 02 Dec 2009 22:53 by jutapat  in king

 

 

8 วิธีทำดีเพื่อพ่อ

       อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรม จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดโครงการชวนประชาชนทำ ความดี ถวาเป็น ของขวัญ แด่พ่อหลวง ภายใต้ชื่อ ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งในโครงการได้จัดทำหนังสือชื่อว่าทำดีเพื่อพ่อ แนะนำ 8 วิธีการทำดีโดยเริ่มจากตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด และสามารถทำได้ทุกวัน

วิธีที่ 1 ทำดีง่ายๆ เริ่มต้นที่กายแข็งแรง เมื่อกายแข็งแรงแล้ว จะเป็นจุดเริ่มให้ทำความดีมากยิ่งขึ้น

วิธีที่ 2 ทำดีง่ายๆ ทำใจให้เป็นสุข ด้วยการรู้จักลด ละ เลิกอบายมุข ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด ชำระใจให้สะอาด มีสติเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อดำเนินชีวิตให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

วิธีที่ 3 ทำดีง่ายๆ กับครอบครัวและคนใกล้ตัว โดยรู้จักการแบ่งปัน หยิบยื่นความรักและความปรารถนาดีแก่ผู้อื่น ผิดใจก็รู้จักให้อภัย ชื่นชมและให้กำลังใจกันเสมอ

วิธีที่ 4 ทำดีง่ายๆ ด้วยการอาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักการเสียสละเวลา พละกำลังเป็นอาสาสมัคร เพื่อส่วนรวม เป็นการทำความดีอย่างมีความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน

วิธีที่ 5 ทำดีง่ายๆ ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ลดการเพิ่มขยะใช้ถุงพลาสติคที่ไม่จำเป็น ท่องให้ขึ้นใจใช้ถุงผ้า รีไซเคิล จะทิ้งต้องลงถัง เก็บกวาดให้สะอาด ที่ทำงานสดใส สังคมก็จะน่าอยู่

วิธีที่ 6 ทำดีง่ายๆ ปลูกต้นไม้ถวายเป็นพระราชกุศล มีส่วนร่วมในการช่วยลดภาวะโลกร้อนแบบง่ายๆ ปลูกต้นไม้คนละต้น ปลูกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

วิธีที่ 7 ทำดีง่ายๆ รักพ่อต้องพอเพียง ประหยัด และอดออมให้ขึ้นใจ ยิ่งใช้น้อย ยิ่งเหลือเก็บมาก จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เมื่อใช้จ่ายอย่างพอดี บริโภคอย่างพอเพียง ชีวิตจะสุขเพียงพอ

วิธีที่ 8 ทำความดีง่ายๆ ด้วยการให้และบริจาค รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ เสียสละสิ่งของ ทรัพย์ โลหิต อวัยวะ ตามกำลัง ด้วยการให้ด้วยใจบริสุทธิ์ส่วนรวมย่อมจะพบกับความสุขสบายใจอย่างแท้จริง

ทำดี ไม่ต้องรอโอกาส เพื่อทุกๆ ความดีที่ทำ คือ ของขวัญจากใจพ่อที่ชื่นใจ

วิธีคิดคะแนน Admissions

posted on 27 Nov 2009 10:17 by jutapat  in life

การคิดคะแนน Admissions

Admissions

         การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (Admissions) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กำหนดให้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครโดยใช้ 

          1. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า มีค่าน้ำหนักร้อยละ 10 

          2. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ (3 – 5 กลุ่ม) ให้ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 20 

          3. ผลการสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 35 - 70 

          4. ผลการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A-NET) และ / หรือวิชาเฉพาะ ไม่เกิน 3 วิชา ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 0 - 35 

          5. ผลการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสม ก่อนรับเข้าศึกษา ไม่คิดค่าน้ำหนักคะแนน 

          การกำหนดสัดส่วนค่าน้ำหนักระหว่างคะแนนวิชา O-NET วิชา A-NET และ / หรือวิชาเฉพาะให้คิดตามที่ คณะ / ประเภทวิชานั้นๆ กำหนดไว้ 

 การคิดคะแนนสอบวิชา O-NET วิชา A-NET และ / หรือวิชาเฉพาะ 

          คะแนนทุกวิชาที่นำมาคิดจะต้องผ่านเกณฑ์ที่คณะ / ประเภทวิชานั้นๆ กำหนดไว้ หากไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ จะไม่รับพิจารณา 

วิธีคิด 

          1. ให้นำคะแนนสอบวิชา O-NET วิชา A-NET และ / หรือวิชาเฉพาะ ของผู้สมัคร คูณกับค่าน้ำหนัก ของแต่ละวิชาที่คณะ / ประเภทวิชานั้นๆ กำหนด 

          2. นำคะแนนที่คูณกับค่าน้ำหนักเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1 มารวมกัน จะได้คะแนนรวมวิชา O-NETวิชา A-NET และ / หรือวิชาเฉพาะ

          3. คะแนนเต็มแต่ละวิชามีค่าเท่ากับ 100 คูณกับค่าน้ำหนักของวิชานั้นๆ 

 



 วิธีการคิดคะแนน 

            ตัวอย่างการคิดคะแนนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ กำหนดให้สอบ O-NET 5 วิชา และ วิชาเฉพาะ 1 วิชา คือ วิชา 01 02 03 04 05 แต่ละวิชาให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 8 และวิชา 38 ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 30 

          สมมุติให้ผู้สมัครได้คะแนนวิชา 01 = 63.00, 02 = 75.00, 03 = 71.00, 04 = 81.00, 05 = 87.00, 38 = 70.00 

วิธีคิด 

 ขั้นที่ 1 นำคะแนนของผู้สมัครคูณกับค่าน้ำหนักแต่ละวิชา ดังนี้ 

          คะแนน O-NET วิชา 01 (63.00 X 8) = 504, วิชา 02 (75.00 X 8) = 600, วิชา 03 (71.00 X 8) = 568, วิชา 04 (81.00 X 8) = 648, วิชา 05 (87.00 X 8) = 696 คะแนนวิชาเฉพาะ วิชา 38 (70.00 X 30) = 2100 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนนที่คูณด้วยค่าน้ำหนักแล้วมารวมกัน จะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนน O-NET (504+600+568+648+696) = 3016 คะแนนวิชาเฉพาะ = 2100 

          ตัวอย่างการคิดคะแนนในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

          คณะนิติศาสตร์ กำหนดให้สอบ O-NET 3 วิชา และ A-NET 1 วิชา คือ วิชา 01 ให้ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 18 วิชา 02 ให้ ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 19 วิชา 03 ให้ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 18 และวิชา 14 ให้ค่าน้ำหนักร้อยละ 15 

          สมมุติให้ผู้สมัครได้คะแนนวิชา 01 = 63.00, 02 = 75.00, 03 = 71.00, 14 = 57.00 

วิธีคิด 

 
ขั้นที่ 1 นำคะแนนของผู้สมัครคูณกับค่าน้ำหนักแต่ละวิชา ดังนี้ 

          คะแนน O-NET วิชา 01 (63.00 X 18) = 1134, วิชา 02 (75.00 X 19) = 1425, วิชา 03 (71.00 X 18) = 1278 คะแนน A-NET วิชา 14 (57.00 X 15) = 855 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนนที่คูณด้วยค่าน้ำหนักแล้วมารวมกัน จะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนน O-NET (1134+1425+1278) = 3837 คะแนน A-NET = 855

          ตัวอย่างการคิดคะแนนในคณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

          คณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบ กำหนดให้สอบ O-NET 5 วิชา และ วิชาเฉพาะ 2 วิชา คือวิชา 01 02 03 04 05 แต่ละวิชาให้ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 7 และวิชา 43 44 แต่ละวิชา ให้ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 17.5 

          สมมุติให้ผู้สมัครได้คะแนนวิชา 01 = 63.00, 02 = 75.00, 03 = 71.00, 04 = 81.00, 05 = 87.00, 43 = 59.00, 44 = 60.00


วิธีคิด 

 
ขั้นที่ 1 นำคะแนนของผู้สมัครคูณกับค่าน้ำหนักแต่ละวิชา ดังนี้ 

          คะแนน O-NET วิชา 01 (63.00 X 7) = 441, วิชา 02 (75.00 X 7) = 525, วิชา 03 (71.00 X 7) = 497, วิชา 04 (81.00 X 7) = 567, วิชา 05 (87.00 X 7) = 609 คะแนนวิชาเฉพาะ วิชา 43 (59.00 X 17.5) = 1032.50, วิชา 44 (60.00 X 17.5) = 1050 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนนที่คูณด้วยค่าน้ำหนักแล้วมารวมกัน จะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนน O-NET (441+525+497+567+609) = 2639 คะแนนวิชาเฉพาะ (1032.50+1050) = 2082.50 

 



 การคิดคะแนน GPAX และ GPA กลุ่มสาระ 

          ในการคัดเลือก กำหนดให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (GPAX) ร้อยละ 10 และผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายแยกตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) ร้อยละ 20 การคิดคะแนนส่วนนี้ให้คิดเทียบคะแนนเต็มเป็น 100 คะแนน 

วิธีคิด 

          1. ให้นำผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) และผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) คูณด้วย 25 เพื่อแปลงค่าผลการเรียนเฉลี่ยเป็นคะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน (คิดโดยเทียบ GPA = 4 มีค่าเท่ากับ 100 คะแนน  ดังนั้น GPA ของผู้สมัครจึงมีค่าเท่ากับ (GPA ของผู้สมัคร X 100 หารด้วย 4) หรือ มีค่าเท่ากับ GPA ของผู้สมัคร คูณด้วย 25) 

          2. ให้นำผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) และผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) ที่แปลงค่าเป็นคะแนน แล้ว คูณกับ ค่าน้ำหนัก ของ GPAX และ GPA กลุ่มสาระตาม ที่คณะ / ประเภทวิชานั้นๆ กำหนด 

          3. นำค่าคะแนน GPA กลุ่มสาระ ที่แปลงเป็นคะแนนและคูณด้วยค่าน้ำหนักเรียบร้อยแล้วมารวมกัน จะได้คะแนนรวม GPA กลุ่มสาระ 

          4. คะแนนเต็ม GPAX เท่ากับ 100 X 10 = 1000 คะแนนเต็ม GPA กลุ่มสาระแต่ละกลุ่ม เท่ากับ 100 คูณด้วย ค่าน้ำหนักของกลุ่มสาระนั้น 

          ตัวอย่างการคิดคะแนน GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ กำหนดให้ใช้ GPA กลุ่มสาระ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสาระภาษาไทย (21), สังคม (22), ภาษาต่างประเทศ (23), คณิตศาสตร์ (24), วิทยาศาสตร์ (25) โดยคิดค่าน้ำหนัก กลุ่มสาระ 21 = 2.5, 22 = 2.5, 23 = 5, 24 = 5, 25 = 5 

          สมมุติให้ผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 2.93, ผลการเรียนเฉลี่ยกลุ่มสาระ 21 = 3.10, 22 = 2.72,23 = 3.33, 24 = 2.69, 25 = 3.65



วิธีคิด 

 
ขั้นที่ 1 นำค่า GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ของผู้สมัคร คูณด้วย 25 จะได้คะแนนดังนี้ 

          คะแนน ผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (2.93 X 25) = 73.25 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ กลุ่มสาระภาษาไทย (3.10 X 25) = 77.50, สังคม (2.72 X 25) = 68.00, ภาษาต่างประเทศ (3.33 X 25) = 83.25, คณิตศาสตร์ (2.69 X 25) = 67.25, วิทยาศาสตร์ (3.65 X 25) = 91.25 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนน GPAX และ คะแนน GPA กลุ่มสาระ คูณด้วยค่าน้ำหนักตามที่คณะ / ประเภทวิชากำหนด ดังนี้ 

          คะแนนผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (73.25 X 10) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ กลุ่มสาระภาษาไทย (77.50 X 2.5) = 193.75, สังคม (68.00 X 2.5) = 170.00, ภาษาต่างประเทศ (83.25 X 5) = 416.25, คณิตศาสตร์ (67.25 X 5) = 336.25, วิทยาศาสตร์ (91.25 X 5) = 456.25 

 ขั้นที่ 3 นำค่า GPA ที่แปลงเป็นคะแนนและคูณด้วยค่าน้ำหนักเรียบร้อยแล้วมารวมกันจะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนนผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) (193.75+170.00+416.25+336.25+456.25) = 1572.50 

          ตัวอย่างการคิดคะแนน GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ในคณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

          คณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบ กำหนดให้ใช้ GPA กลุ่มสาระ 3 กลุ่ม คือ ภาษาไทย (21), สังคม (22), ภาษาต่างประเทศ (23) โดยคิดค่าน้ำหนักกลุ่มสาระ 21 = 6, 22 = 6, 23 = 8 

          สมมุติให้ผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 2.93, ผลการเรียนเฉลี่ยกลุ่มสาระ 21 = 3.10, 22 = 2.72, และ 23 = 3.33

 

 



วิธีคิด 

 ขั้นที่ 1 นำค่า GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ของผู้สมัคร คูณด้วย 25 จะได้คะแนนดังนี้ 

          คะแนน ผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (2.93 X 25) = 73.25 คะแนน ผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ ประกอบด้วยกลุ่มสาระภาษาไทย (3.10 X 25) = 77.50, กลุ่มสาระ สังคม (2.72 X 25) = 68.00, กลุ่มสาระ ภาษาต่างประเทศ (3.33 X 25) = 83.25 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนน GPAX และ คะแนน GPA กลุ่มสาระ คูณด้วยค่าน้ำหนักตามที่คณะ / ประเภทวิชากำหนด ดังนี้ 

          คะแนนผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (73.25 X 10) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ กลุ่มสาระภาษาไทย (77.50 X 6) = 465.00, สังคม (68.00 X 6) = 408.00, กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ (83.25 X 8) = 666.00 

 ขั้นที่ 3 นำค่า GPA ที่แปลงเป็นคะแนนและคูณด้วยค่าน้ำหนักแล้วมารวมกันจะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนน ผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) (465.00+ 408.00+666.00) = 1539 

          ตัวอย่างการคิดคะแนน GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

          คณะนิติศาสตร์ กำหนดให้ใช้ GPA กลุ่มสาระ 3 กลุ่ม คือภาษาไทย (21), สังคม (22), ภาษาต่างประเทศ (23) โดยคิดค่าน้ำหนักกลุ่มสาระ 21 = 7, 22 = 6, 23 = 7 

          สมมุติให้ผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 2.93, ผลการเรียนเฉลี่ยกลุ่มสาระ 21 = 3.10, 22 = 2.72, และ 23 = 3.33 

วิธีคิด 

 ขั้นที่ 1 นำค่า GPAX และ GPA กลุ่มสาระ ของผู้สมัคร คูณด้วย 25 จะได้คะแนนดังนี้ 

          คะแนน ผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (2.93 X 25) = 73.25 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ ประกอบด้วยกลุ่มสาระภาษาไทย (3.10 X 25) = 77.50, กลุ่มสาระ สังคม (2.72 X 25) = 68.00, กลุ่มสาระ ภาษาต่างประเทศ (3.33 X 25) = 83.25 

 ขั้นที่ 2 นำคะแนน GPAX และ คะแนน GPA กลุ่มสาระ คูณด้วยค่าน้ำหนักตามที่คณะ / ประเภทวิชากำหนด ดังนี้ 

          คะแนนผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) (73.25 X 10) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ กลุ่มสาระภาษาไทย (77.50 X 7) = 542.50, กลุ่มสาระสังคม (68.00 X 6) = 408.00, กลุ่มสาระ ภาษาต่างประเทศ (83.25 X 7) = 582.75 

 ขั้นที่ 3 นำค่า GPA ที่แปลงเป็นคะแนนและคูณด้วยค่าน้ำหนักเรียบร้อยแล้วมารวมกันจะได้คะแนนรวมดังนี้ 

          คะแนนผลการเรียนเฉลี่ย (GPAX) = 732.50 คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยตามกลุ่มสาระ (GPA กลุ่มสาระ) (542.50+ 408.00+582.75) = 1533.25 

 การคิดคะแนนรวม 

          คะแนนรวม = คะแนน GPAX + คะแนน GPA กลุ่มสาระ + คะแนน O-NET + คะแนน A-NET และ / หรือ คะแนนวิชาเฉพาะ 

ตัวอย่าง 

          สมมุติผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ย ( GPAX ) = 2.93 , GPA กลุ่มสาระ 21 = 3.10 , 22 = 2.72 , 23 = 3.33 , 24 = 2.69 , 25 = 3.65 , คะแนน O-NET วิชา 01 = 63.00 , 02 = 75.00 , 03 = 71.00 , 04 = 81.00 , 05 = 87.00 , คะแนน A-NET วิชา 14 = 57.00, คะแนนวิชาเฉพาะ 38 = 70.00, 43 = 59.00, 44 = 60.00

 เมื่อคิดคะแนนการสมัครคัดเลือกฯในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้สมัครจะได้คะแนนรวมดังนี้

ตารางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

การนำคะแนนGat Pat มาคิด % 

เช่น คณะมนุษ เอาGat 70  % กับ Pat1  10 %  และ Gpax 20%

ได้คะแนน Gat    166.25x70 หารด้วย 300 = 38.791           
           Pat 1  160x10 หารด้วย 300 =  5.33333....(คะแนนทศนิยมแบบนี้ต้องปัดขึ้นรึป่าวค่ะ)
           Gpax  3.2 x20 หารด้วย 4.00 = 16
แล้วเอาทั้งหมดมารวมกัน

ขอขอบคุณhttp://webboard.yenta4.com/topic/305660

 

หาเพื่อนแท้

posted on 27 Nov 2009 09:41 by jutapat  in life

 

เคยมีหรือเปล่าครับ เพื่อนๆๆ  คนที่เราคิดว่าดี ไว้ใจที่สุด  คอยให้คำปรึกษา  ให้กำลังใจ อยู่กับเราทั้งเวลาทุกข์และสุข

 เราลองมาตาม หาเพื่อนแท้ กันเถอะครับ

การมีหาเพื่อนสักคนไม่ใช่เรื่องยาก แค่แหกปากร้องเพลงหรือยืนเต้นอยู่กลางถนน เผลอ ๆ จะมี

ใคร ไม่รู้กว่าร้อยคนมาร่วมแจมด้วย นึกว่า ถ่ายมิวสิกวีดีโอ การมีหาเพื่อนแท้แค่คนเดียว บางคน

เกิดมาจนตายไปแล้ว ร้อยหน หาเพื่อนแท้คนเดียวก็ไม่รู้จัก ทำอย่างไรถึงจะ

มีหาเพื่อนแท้ คำตอบก็คือ เราต้องทำตัวให้เป็นหาเพื่อนแท้ของ ใครสักคนหนึ่งก่อน แล้วเขาคนนั้นก็จะเป็นหาเพื่อนแท้ของเรา แต่ก็ไม่แน่

เสมอไป ลองมาดูนิยามของคำว่า หาเพื่อน แท้กันดีกว่า ลองดูซิว่า ทุกวันนี้เราได้ปฎิบัติตัว

เป็นหาเพื่อนแท้ของใครบางคนหรือเปล่า หาเพื่อน

แท้ บางทีก็คือ คน ที่คอยทะเลาะตบตีกับคุณอยุ่ทุก ๆ วัน เพียงเพราะเขาคนนั้นไม่อยากให้คุณทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ตามกระ แส

แฟชั่นที่มีค่านิยมผิด ๆ


หาเพื่อนทั่วไปไม่เคยเห็นคุณร้องไห้ 
หาเพื่อนแท้มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาคุณ


หาเพื่อนทั่วไปจะไม่รู้ชื่อพ่อแม่คุณของคุณ 
หาเพื่อนแท้จะมีเบอร์ของท่านไว้ในสมุดจดโทรศัพท์ของเขา


หาเพื่อนทั่วไปจะถือขวดไวน์ติดมือมางานปารตี้ของคุณ 
หาเพื่อนแท้จะมาแต่วันช่วยเตรียมงาน


หาเพื่อนทั่วไปอยากคุยกับคุณถึงปัญหาของเขา 
หาเพื่อนแท้อยากช่วยปัดเป่าปัญหาของคุณออกไป


หาเพื่อนทั่วไปจะพิศวงในเรื่องโรแมนติกเก่า ๆ 
หาเพื่อนแท้สามารถเอาเรื่องนี้มาอำคุณได้


หาเพื่อนทั่วไปเวลามาเยี่ยมคุณจะทำตัวเยี่ยงแขก 
หาเพื่อนแท้จะตรงรี่ไปเปิดตู้เย็นบริการตนเอง


หาเพื่อนทั่วไปคิดว่า มิตรภาพจบลงเมื่อเกิดการทะเลาะถกถียง 
หาเพื่อนแท้รู้ดีว่านั้นมิใช่มิตรภาพ จนกว่าคุณจะได้เคยวิวาทกัน


หาเพื่อนทั่วไปจะคาดหวังให้คุณอยู่เคียงข้างเสมอ 
หาเพื่อนแท้คาดหวังที่จะอยู่เคียงคุณตลอดไป


หาเพื่อนทั่วไปจะอ่านข้อความนี้แล้วโยนลงถังขยะ 
หาเพื่อนแท้จะเฝ้าส่งต่อ ๆ ไป จนกว่าจะมั่นใจว่ามันได้ถึงมือผู้รับ


ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย หากคุณได้รับมันกลับมานั้นหมายความว่า คุณได้พบ " หาเพื่อน

แท้ " แล้ว

ขอบคุณ

http://gotoknow.org/blog/whoaddme/236154 

เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมไม่กล้า ทำไมต้องกล้ว  ทั้งๆๆที่รู้ว่าทำได้  แล้วทำไงล่ะเราถึงจะสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ 

 
 

 

ลองก้าวมาสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง  ด้วยวิธี

     1. พึ่งตนเองได้  " อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ " หมั่นฝึกตนช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด ก่อนจะร้องขอให้ผู้อื่นช่วย เพราะหากเราไม่ช่วยตนเองแล้วยากที่ใครจะมาช่วยเรา และจะเป็น
การ ตัดโอกาสและความก้าวหน้าของตนเองอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่ได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มที่ ดังนั้นจงช่วยตนเองอย่างเต็มความสามารถ แล้วคุณจะพบว่าคุณสามารถทำได้ด้วยตนเอง

     2. รู้จักตนเอง  พยายามรู้จักตนเองให้ดีที่สุดด้วยการสำรวจตัวเองว่า มีจุดดี จุดด้อย จุดเด่นอะไรบ้าง จะปรับจุดด้อยให้ดีขึ้นได้อย่างไร ใช้จุดเด่นของตนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้อย่างไร และยอมรับตนเองในฐานะมนุษย์ ซึ่งมีความสามารถ พลัง ค้นให้พบ 
หาให้เจอ พลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวและนำมาใช้ให้เต็มที่ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับจุดอ่อนที่มีหลังจากได้พยายามปรับแล้ว เพราะทุกคนก็ย่อมมีจุดแข็งจุดอ่อน " นี่คือมนุษย์ "

     3. ศรัทธาในตนเอง  นับถือตนเองเชื่อในความสามารถของตนเอง ไม่ดูถูกเหยียดหยามตนเอง เพราะคุณจะเรียกศรัทธาจากผู้อื่นได้ก็ต่อเมื่อคุณศรัทธาเชื่อถือตนเอง ดังคำพูดที่ว่า  " คุณทำได้หากคุณเชื่อว่าคุณสามารถทำได้ " ทุกข์ สุข อยู่ที่ความคิดของคุณเอง " ไม่มีใครจะนำความสุขความสำเร็จมาให้คุณนอกจากตัวคุณเอง"         

     4. กำจัดความกลัว  ความกลัวเป็นอุปสรรค์ต่อความสำเร็จและทำให้ไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีจะผิดพลาดแต่คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย ก็จะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ส่วนคนที่ทำงาน โอกาสสำเร็จและผิดพลาดก็ย่อมจะมีบ้างเป็นธรรมดาแต่หากทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องยอมรับและไม่กลัวที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น พึงคิดเสมอว่า " ทำไม่ดี ไม่มี มีแต่ยังไม่ได้ทำหรือยังทำดีไม่มากพอ " การลงมือทำเป็นเรื่องสำคัญ อย่าได้กลัวที่จะลงมือทำ  ดังที่ว่า

        อย่าเพียงแต่ดู     จงลงมือทำ
        อย่าเพียงแต่พูด    จงลงมือทำ
        อย่าเพียงแต่กลัว    จงลงมือทำ
        ลงมือทำทันที     เดี๋ยวนี้เท่านั้น 

และหากยังคงมีจิตใจกลัวและหวาดหวั่นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ก็ให้บอกกับตนเองว่า

        คนที่ดีที่สุด     ยังไม่เกิดขึ้น
        คนเก่งที่สุด     ยังไม่เกิดขึ้น 

แต่ ฉันนี่แหละคือคนเก่ง คนที่ดีที่สุดที่จะต้องสร้างสรรค์ และจัดการทำให้ได้  ดังนั้น จงขจัดความกลัว และเพิ่มความกล้า ให้คุณมีก้าวแรกเกิดขึ้นให้ได้ และก้าวต่อไปไม่ยาก ดังที่ว่า " ร้อยลี้พันลี้ ไม่สำคัญเท่าลี้แรก " 

     5. การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน  เมื่อจะทำสิ่งใดให้ใส่ใจเอาใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ รวมพลังความคิดลงสู่การกระทำในขณะนั้นไม่ห่วงหน้า พะวงหลัง หรือยึดติดกับอดีต กังวลกับอนาคต แต่มุ่งใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับเวลาปัจจุบัน ทำเรื่องใดก็สนใจทุ่มเท มีสมาธิและจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นดังที่ว่า " ถอดหัวใจให้สิ่งที่ทำ " ณ เวลานั้น

     6. คิดในทางบวก  พยายามคิดในเรื่องที่ดีที่ทำให้เป็นสุขเกิดพลังใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้คิดว่าเป็นประสบการณ์เป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้เราเติบโตขึ้น แกร่งขึ้น และเพิ่มพูนประสบการณ์ ตัวอย่าง เพลงของเบิร์ด " ผิดเป็นครู " อกหักทำให้รู้จักชีวิตมากขึ้น ให้หัดคิดเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคให้กลายเป็นความสำเร็จมองวิกฤตให้เป็นโอกาสและ เปลี่ยนปัญหาให้เป็นการพัฒนา

     7. ปลูกฝังอุปนิสัยที่ดี  การที่เราจะมีการเชื่อมั่นศรัทธาในตนเองได้ ก็ต้องฝึกฝน เสริมสร้างและสั่งสมนิสัยที่ดี เช่น เป็นผู้มีความหวังเสมอ พรุ่งนี้ยังมีวันใหม่ให้ก้าวเดิน ความไม่กลัวต่อความลำบาก จิตใจเข้มแข็ง ต่อสู้ กล้าหาญ อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอ ไม่ประมาท เกิดเป็นคนไม่ควรขลาดกลัว จงเก่งกาจ กล้าหาญชาญชัย

     ขอฝากความคิดสะกิดใจเพื่อเพิ่มพลังสู่ความสำเร็จ

" ถ้าคุณคิดว่าคุณพ่ายแพ้ คุณจะพ่ายแพ้ ถ้าคุณคิดว่า คุณไม่กล้า คุณจะไม่กล้า ถ้าคุณต้องการที่จะชนะ แต่คุณคิดว่าคุณไม่อาจชนะ เกือบจะ แน่นอนว่าคุณจะไม่ชนะ ถ้าคุณคิดว่าคุณย่อยยับคุณจะย่อยยับ " เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ความสำเร็จเริ่มต้นด้วยความต้องการของคนผู้นั้นทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับท่าทีของจิตใจ ถ้าคุณคิดว่าคุณแพ้ยับเยิน คุณจะเป็นเช่นนั้น คุณจะต้องคิดให้สูงเพื่อที่จะยกตัวของคุณให้สูงขึ้น

     คุณจะต้องเชื่อถือในตัวของคุณเองก่อน ก่อนที่คุณจะชนะ รางวัลสงครามชีวิตมิได้อยู่ที่ผู้ที่แข็งแรง หรือเร็วกว่าเสมอไปแต่ในที่สุดไม่เร็วก็ช้า คนที่ชนะคือคนที่คิดว่าเขาทำได้......แล้วกันใหม่น่ะก๊าบบบบบบบบบบ.....

คำแนะนำดีๆๆจาก  http://share.psu.ac.th/blog/soravit5sqi/14430

12 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง


1. อย่าเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น 
เป็นหลักการง่ายๆ แต่หลายคนก็ยังทำใจแข็งไม่ได้เสียที วิธีแก้คือ ต้องทำใจยอมรับตัวตนของเราที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สีผิว รูปร่าง ฯลฯ ทุกคนเกิดมาย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นจงรักตนเอง ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็นดีที่สุด 


2. จงเปรียบกับคนที่ด้อยกว่า 
สำหรับคนที่กำลังท้อแท้ คิดว่าตนเองแย่ที่สุดแล้ว ให้หันมามองผู้ที่ลำบากกว่า หรือจะลองเป็นอาสาสมัครไปเยี่ยมผู้ยากไร้ขาดโอกาสดูบ้างก็ได้ เพราะการทำเช่นนี้นอกจากจะสร้างกำลังใจ ให้ตนเองต่อสู้กับความยากลำบากแล้ว ยังได้บุญกุศลอีกด้วย 

3. ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก 
ไม่ควรคิดว่าไม่มีใครเข้าใจปัญหาของเรา หรือไม่มีใครสนใจ อันที่จริงหากเรามองไปรอบด้าน ก็จะเห็นว่าหลายคนยินดีที่จะช่วยเหลือเรา เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เอ่ยปากขอร้องเท่านั้นเอง แน่นอนว่าหากเราตกที่นั่งลำบาก และสิ่งที่ขอให้ช่วยก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงนัก เชื่อว่ามีคนเต็มใจช่วยแน่นอนค่ะ 

4. พูดคุยกับเพื่อน 
เมื่อไรที่มีปัญหาหนักใจ อย่าลังเลที่จะปรึกษาเพื่อนสนิท หรือว่าหากเกิดขัดใจกันขึ้นมา อย่าลังเลที่จะเปิดอกพูดคุยกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาคาใจ 

5. ปรึกษานักบำบัด 
หากพบว่าตนพยายามแก้ไขวิธีคิดแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที ให้นัดเวลาพูดคุยกับนักบำบัด หรือจิตแพทย์ก็ได้ ไม่ต้องกลัวหรืออายว่าคนอื่นจะหาว่าบ้า เพราะหากปล่อยให้กังวลใจอยู่เช่นนี้สุขภาพจิตเสียแน่นอน 

6. ให้รางวัลตนเอง 
หลังจากที่ผ่านงานยากๆ หรืออุปสรรคหนักๆ เช่น ไปท่องเที่ยวพักผ่อน นัดสังสรรค์กับเพื่อนรู้ใจ 

7. เก็บความภูมิใจลงในบันทึก 
ให้จดบันทึกข้อดี ลักษณะเด่น ความสามารถพิเศษ หรือความสำเร็จที่ตนเอง ภาคภูมิใจลงบนไดอารี่ หรือสมุดจด อาจทำเครื่องหมายเน้นผลงานที่ทำสำเร็จ เพราะเมื่อไรที่หยิบมาอ่านจะได้ชื่นใจ เกิดความภูมิใจในความสามารถของตนเอง หรืออาจใช้วิธีประเมินตนเองอย่างยุติธรรม โดยจดสิ่งที่ตนทำสำเร็จในแต่ละวัน แล้วประเมินอาทิตย์ละครั้ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง 

8. เสริมจุดเด่นลดจุดด้อย 
อย่าลังเลที่จะเรียน หรือทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ ไม่แน่คุณอาจจะมีพรสวรรค์บางอย่างซ่อนอยู่แบบไม่รู้ตัวมาก่อนก็ได้ 

9. พยายามทำกิจกรรมที่ตนชื่นชอบ 
ไม่ต้องกังวลว่าต้องไปตามลำพังตราบใดที่ยังชอบและมีความสุขกับกิจกรรมนั้นๆ เช่น ไปเรียนวาดรูป เรียนภาษาต่างประเทศ ฯลฯ นอกจากจะทำให้จิตใจแจ่มใส ยังอาจจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ เจอคนหลากหลายมากขึ้น


10. อย่าโทษตัวเองไปเสียทุกเรื่อง ปรับวิธีคิดให้มีเหตุและผลมากขึ้นกว่าเดิม 

11. เผชิญหน้ากับการว่ากล่าว
การว่ากล่าวนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจจะเกิดอาการสะเทือนใจมากกว่าคนอื่น เพื่อจะลบความรู้สึกนี้ก่อนอื่นต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการว่ากล่าว เช่น ติเพื่อก่อ หรืออคติ หากเข้าข่ายประเด็นหลัง อย่าเก็บมาใส่ใจ เพราะจะยิ่งบั่นทอนความมั่นใจให้ลดน้อยลงไปอีก แต่หากเป็นเหตุผลแรก ให้ยิ้มสู้ รับฟังและกล่าวขอบคุณ นำคำตินั้นมาปรับปรุงพัฒนาตนเอง 

12. ดูแลสุขภาพตนเอง 
พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วิธีดูแลตนเองเช่นนี้นอกจากจะให้บุคลิกภาพดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้จิตใจแจ่มใสอีกด้วย ไม่ให้จิตใจจดจ่อ หมกมุ่นอยู่กับข้อด้อยของตนเองมากไป 

การเปลี่ยนแปลงความคิดตนเองเพื่อเพิ่มความมั่นใจอาจดูยาก และใช้ความอดทนพอสมควร แต่ความมั่นใจนี้เองจะทำให้คุณมีความสุขกับชีวิต กลายเป็นคนใหม่ที่รักและพอใจกับสิ่งที่คุณเป็น 

ขอขอบคุณ

http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=p-ninja&topic=3&Cate=4 

ผ่อนคลาย ให้หายเครียด

posted on 03 Nov 2009 15:27 by jutapat  in life

                ช่วงนี้สอบกันเยอะจังนะครับ  ทั้งรับตรง  โควตา เพื่ออนาคตแต่อย่าลืมสุขภาพนะครับ

เกร็ดน่ารู้ วิธีผ่อนคลาย แบบง่ายๆ


  1. การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า จะทำให้ผิวหน้าดูสดใส : ให้เอาปลายนิ้วมือแตะที่ปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆ ค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น จะส่งผลทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะและใบหน้าหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลทำให้ผิวหน้าดูสดใสขึ้นด้วย
  2. ฝึกกลั้นหายใจ สามารถชะลอหน้าไม่ให้แก่ก่อนวัย : หายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้งๆ ละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวไม่ไห้แก่ก่อนวัยและลดรอยหมองคล้ำ
  3. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็ง : สาเหตุก็เพราะ การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเอง จะมีกลิ่นส้มที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายเครียดลงได้ดีออกมาด้วย
  4. กินช็อคโกแลต ช่วยลดอาการแก้ไอ : สาเหตุก็เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแลตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะออกฤทธิ์ที่เส้นประสาท ชื่อเวกัสเนอร์ที่ทำหน้าที่ที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล
  5. กินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลัง : สาเหตุก็เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียก็เพราะ กรดในเลือดสูงร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดของคนเรา การกินบ๊วยจึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้
  6. กินเนยก่อนนอน ทำให้นอนหลับสนิทขึ้น : สาเหตุก็เพราะ ในเนยมีกรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตพันซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น